สำหรับประชาขน

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis, atopic eczema)

บทความโดย :ชมรมแพทย์ผิวหนังเด็กแห่งประเทศไทย




ที่มาภาพ : http://www.rakluke.com

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis, atopic eczema) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีลักษณะเป็นผื่นแบบเอ็กซีมา (eczema) ที่มีอาการคัน เป็นๆ หายๆ ที่พบบ่อย ในเด็ก อาจมีอาการภูมิแพ้จมูกอักเสบ และ/หรือโรคหืดร่วมด้วย ส่วนหนึ่งของผู้ป่วยอาการจะหายไปได้เอง เมื่อโตขึ้น โรคนี้มีผลต่อคุณภาพชีวิต เนื่องจากเด็กอาจมีอาการคันมากจนอนไม่หลับ ซึ่งมีผลกระทบต่อพ่อแม่

ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมีอาการอย่างไร

ผื่นมีลักษณะแบบเอ็กซีมา ที่มักจะเป็นๆ หายๆ โดยเริ่มเป็นตุ่มน้ำขนาดเล็กบนผื่นแดงที่มีอาการคันมาก ต่อมาผื่นกลายเป็นสะเก็ด ถ้าเป็นเรื้อรังผิวหนังจะหนาขึ้น ตำแหน่งของผื่นต่างกันตามวัย ในเด็กตั้งแต่วัย 2-3 เดือนจนถึง 2 ปีมักมีผื่นที่แก้มและด้านนอกของแขนขา เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีผื่นที่ข้อพับแขน ข้อพับขา คอ และข้อมือ และผู้ป่วยอาจเกาจนมีแผลถลอก ทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมา

ทำไมลูกถึงเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน คือปัจจัยทางพันธุกรรม ที่กำหนดให้ผิวแห้ง และมีความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกัน ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เป็นตัวกระตุ้น

ปัจจัยที่อะไรที่อาจกระตุ้นให้โรคกำเริบ

ปัจจัยกระตุ้นของผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะแตกต่างกันไป โดยปัจจัยที่เป็นที่ยอมรับกันได้แก่

  • การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง เช่น สบู่ ผงซักฟอก หรือแอลกอฮอล์
  • การอาบน้ำอุ่นมาก จะทำให้ผิวแห้ง
  • การเกาซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผื่นยิ่งลุกลามและเห่อมากขึ้น
  • การติดเชื้อโรคที่ผิวหนัง เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา
  • ในเด็กเล็ก อาหาร เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของโรคในเด็กเล็กที่มีอาการรุนแรงมาก ทำให้เกิดผื่นขึ้นภายหลังการรับประทานอาหารบางชนิดที่แพ้ เช่น นมวัว ถั่ว อาหารทะเล อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการของโรคกำเริบซึ่ งพบประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยทั้งหมด
  • ในเด็กโต สารก่อภูมิในอากาศ เช่นไรฝุ่น เมื่อสัมผัสกับสารที่แพ้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของโรค ทำให้เกิดผื่นคัน
  • ความเครียด มีต่อโรค อาจทำให้โรครุนแรงขึ้นได้ ใน เด็กโต มักมีอาการเครียด เนื่องจากรอยโรคอยู่ในบริเวณที่เห็นได้ชัด

การดำเนินโรค

ผื่นมักจะเป็นๆ หายๆ หรือในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีผื่นเรื้อรังเป็นเวลานาน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งจะหายจากโรคและไม่มีอาการกำเริบอีก หรือมีผื่นเพียงที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เท่านั้น

แนวทางการรักษา

การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังควรเริ่มจากการรักษาพื้นฐานก่อน คือผิวแห้ง จึงควรทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เป็นประจำ เมื่อมีผื่นคันจึงให้ใช้ยาทาต้านการอักเสบ ได้แก่ยาทาสเตียรอยด์หรือยาทาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน (topical calcineurin inhibitor) เฉพาะช่วงที่มีผื่น

การรักษาที่สำคัญแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  1. การดูแลผิวหนัง เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยมีความผิดปกติที่ผิวหนังคือ ผิวแห้งมากกว่าคนปกติ
    • การอาบน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นมากๆ ควรเลือกใช้สบู่อ่อนที่ไม่ชะล้างไขมันออกจากผิวหนังมากเกินไป และทาสารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังหลังเช็ดตัว
    • การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เป็นการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นอันดับแรก ในผู้ป่วยที่มีอาการน้อย และยังเป็นการป้องกันไม่ให้โรคกำเริบอีกด้วย จึงควรเลือกใช้ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้ดี และควรเป็นโลชั่นที่ผลิตมาเพื่อใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังโดยเฉพาะ ไม่ผสมน้ำหอมหรือสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ได้ง่าย
  2. การรักษาด้วยยา ใช้ในขณะที่มีผื่นคัน แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกการรักษาด้วยยาตามความเหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย จึงควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยา และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ยาที่ใช้บ่อยดังนี้คือ
    • ยาทาสเตียรอยด์หรือยาทาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน (topical calcineurin inhibitor) เพื่อรักษาผื่นเอ็กซีมาที่ผิวหนัง
    • ยารักษาอาการติดเชื้อ ใช้ในกรณีที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง เช่น เชื้อแบคทีเรีย หรือโรคเริมร่วมด้วย
    • ในกรณีที่มีอาการคันมาก แพทย์อาจให้รับประทานยาแก้คัน
  3. การปรับพฤติกรรม
    • การเกา เป็นผลจากผื่นคัน และจะเป็นเหตุให้ผิวหนังยอมให้สารระคายเคืองและสารก่อภูมิ รวมถึงเชื้อโรคผ่านผิวหนังมากขึ้นและทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น ควรทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวมากขึ้น ตัดเล็บให้สั้นแลใช้ตะไบเล็บลดความคมของเล็บ และใช้เสื้อผ้าแขนขายาว
    • อาหาร เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของโรคในเด็กเล็กที่มีอาการรุนแรงมาก จึงควรสังเกตว่าอาหารชนิดใดทำให้เกิดผื่นขึ้นภายหลังการรับประทาน และปรึกษาแพทย์ ก่อนที่จะให้หลีกเลี่ยงอาหาร เนื่องจากการหลีกเลี่ยงอาหารโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เด็กขาดอาหาร ในกรณี่แพ้อาหารพึงระวังว่าจะมีอาหารที่แพ้ปะปนอยู่ในอาหารที่รับประทาน
    • การเลือกเสื้อผ้าและของใช้ในชีวิตประจำวัน ควรเลือกเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายที่มีเนื้ออ่อนนุ่มไม่ระคายเคือง หลีกเลี่ยงการใช้เสื้อผ้าเนื้อหยาบ หรือสัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอกที่มีสารระคายเคือง น้ำยาปรับผ้านุ่ม พรม ขนสัตว์ และครีมหรือยาที่เหนียวเหนอะหนะ
    • สภาวะแวดล้อม มีผลต่อการกำเริบของโรค เมื่ออยู่ในที่อากาศหนาวผิวจะแห้งลงทำให้มีอาการคันมากขึ้น เมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนมีเหงื่อมากก็จะทำให้คันมากขึ้นได้เช่นกัน จึงความอยู่ในบริเวณที่อากาศถ่ยเทได้ดี ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
    • ความเครียด มีควรทำความเข้าใจว่าโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงการดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะทำให้โรคกำเริบน้อยลง ความรุนแรงของโรคลดลง โรคไม่ก่อให้เกิดอันตรายระยะยาว